หายหัวไปนานนนน อิอิ
เที่ยวเพลินเกินห้ามใจค่ะ
รูปเยอะไปหมด ทะยอยๆ เล่าให้ฟังนะ
ตั้งสิบวันแน่ะ กว่าจะจบ คงราวๆสิ้นปี ก๊ากกกกก
วันจันทร์ที่ 7 เรียนครึ่งวันเช้า
บ่ายโมง สอบคนเดียว ข้าวเที่ยงไม่ได้กินด้วยล่ะ หิวตาลาย
เขียนข้อสอบไปแบบมือสั่นๆ สองเล่มเต็มๆ
วิ่งไปติดต่ออจ.ที่คณะก่อนกลับ นัดวันเรียนอีกรอบ
กลับออฟฟิศเคลียร์งานค้างก่อน
ถึงบ้านหกโมงเย็น จัดกระเป๋าแบบเร็ว เพราะต้องเช็คอินสามทุ่มครึ่ง
กว่าจะร่ำลากับแน็คได้ แน็คบอกว่า
จะไปประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสกับหม่าม๊าด้วย
พอบอกว่าจะซื้อของเล่นมาฝาก ฮีเลยบอก..โอเคคร้าบบบ
จูบลากันอยู่นาน คิดถึงแย่เลย
++++++++++++++++++++++++++++++++
ทันเวลาแบบกระหืดกระหอบเล็กน้อย
สำรวจความบัดซบจากการโกงระดับชาติ ผลงานอัปยศของสนามบินที่น่าอับอายชาวโลก
หุหุ ภูมิใจกันตรงไหนเนี่ย ทุกตารางนิ้ว
ไล่สายตาตั้งแต่เงยหน้ามองเพดาน ยันจรดปลายเท้า
เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น
อุตส่าห์จะพาเที่ยวลอนดอน ดันพาออกทะเลอีกเนอะ กรั่กๆๆ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หลับแบบเหนื่อยสนิทบนเครื่องไปหกชม.กว่าๆ
ตื่นมาทำงานต่อ เพราะกลับมาต้องพรีเซนต์งานสองเปเปอร์ หอบไปทั้งหมดสี่
บ้าเนอะ ชีวิตบัดซบจริงๆ
ถึงฮีทโธรว์ตอนหกโมงครึ่งก่วาๆที่นู่น
อากาศไม่ดีเลย ครึ้มๆเหมือนฝนจะตก
ยกขบวนสามคนออกไปเรียกแคปกัน ลากกระเป๋าไปลงทูปว์ไม่ไหว
เหนื่อยเกินไป แก่แล้วค่ะ
ใช้เวลาสี่สิบนาทีได้ รถติดเล็กน้อย เพราะเป็นตอนเช้าเวลาทำงาน
อีกอย่าง คุณลุงคนขับแกคงกลัวโดนกล้องถ่าย จับความเร็ว
เลยขับจังหวะสโลว์ซบเล็กน้อย
ประเดิมค่าครองชีพสูงลิบลิ่วด้วยค่าแคป 55 ปอนด์
เอิก๊กกกกก ไม่อยากคูณให้ปวดใจ
หลังๆเวลาซื้ออะไร ต้องชิลๆ ไม่คูณ ใช้หน่วยบาทเอาเลย
แบบเนี้ย ฮู้ยยย ชิล ค่าแคป 55 บาทเอง ฮ่าๆๆๆ
++++++++++++++++++++++++++++++++
ถึงโรงแรมเช้าไป พักที่ IBIS ACCORS ก้อใช้ได้อยู่ทีเดียวเชียว
แต่ผิดแผนตรงที่ ไม่ได้เช็คมาก่อนว่ามันไม่ให้ฝากกระเป๋าข้ามวัน
พรุ่งนี้เช้า เราต้องไปขึ้นยูโรสตาร์ไปปารีสแต่เช้าด้วย กะเอาไปแต่กระเป๋าเล็ก
ต้องหาที่เก็บกระเป๋าใหญ่ทั้งหลาย
น้องเลยวิ่งหาเพื่อน เอาไปฝากที่บ้านเค้าแทน เซ่นไหว้ด้วยบรรดาหมูแผ่น หมูหยอง
ที่พวกเราหอบกันมาเต็มสามกระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นน้ำใจตอบแทนบรรดาผู้มีอุปการะคุณ
ที่นี่เค้าห้ามเอาผลิตภัณฑ์จากหมูเข้าประเทศค่ะ
กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่นเลยกลายเป็นของมีค่า
อีตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ยังหวั่นๆว่า จะโดนเปิดตรวจ
ถ้าซวยคงต้องยกหมูให้เจ้าหน้าที่มันกิน อิอิ
เค้าให้เช็คอินได้หลังเที่ยง ฝากกระเป๋าไว้ก่อน
ออกไปเดินเล่นแฮร์รอดกัน
แวะกิน คริสปี้ครีม เติมพลังก่อนเดินช๊อป
ห้างนี้ เมื่อก่อนเคร่งครัดอย่างกระแดะมาก
ห้ามใส่รองเท้าแตะ ห้ามเป้แบคแพ็ค ห้ามดูถ่อยโทรม
มันไม่ให้เข้าจริงๆนะเออ
มาช่วงนี้ลดราคากระหน่ำ
ลดแบบจริงๆจังๆ ไม่หลอกลวงเหมือนมิดไนท์เซลล์แบบบ้านเรานะคะ
แค่วันแรก หอบน้ำหอมปราด้า กับ เจซซิก้าปาร์คเกอร์มาก่อน ชิลๆ
อ้อ การเดินทางแสนสะดวก
แค่ซื้อ ออยสเตอร์การ์ด ใช้ได้ทั้งบัสและทูปว์
มีแผนที่ีอีกสองใบ ไปไหนต่อไหนคนเดียวได้ทั่วลอนดอนแบบไม่ต้องง้อไกด์
อาศัยปากไม่หนัก ถามเค้าไปเรื่อยๆ เด๋วก้อไปถูกเอง
แม้ว่า ลอนดอนเน่อร์ จะไม่ค่อยน่ารัก คือแบบ หน้ามันเฉยๆ
ไม่สนใจใคร เดินเร็วแบบไล่ควาย ก้มหน้างุดๆ
เวลาจะอ้าปากถามใคร ต้องเล็งดีๆก่อน อิอิ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่ชอบเมืองนี้เท่าไหร่ล่ะ
คือ ไม่รู้สิ
บรรยากาศมันขมุกขมัว
เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก ลมแรง หนาวทั้งๆที่เริ่มเข้าหน้าร้อน
พระอาทิตย์ก้อตกตั้งห้าทุ่ม มืดช้า สว่างเร็ว นอนไม่สบาย
ผู้คนก้อดูเย็นชา จืดชืด แม้ว่าถนนหนทางจะสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีแต่ห้างใหญ่ๆ สนองตัณหาบริโภคนิยมเต็มไปหมด
ถ้าให้เปรีบเทียบนะ
ลอนดอน เหมือนผู้หญิงแก่วัยทอง แปรปรวนง่าย (อากาศ)
เอาใจยาก(ไม่รู้กรูจะแต่งตัวไงดีโว้ย เด๋วร้อน เด๋วฝนตก เด๋วลมแรง เด๋วหนาวอีก)

แถมจืดชืด เย็นชา (ผู้คนหน้าตายังกะเมืองผีดิบ ทุกคนหน้าเฉยๆเหมือนๆกันไปหมด)
ปารีส ดูสุนทรีย์กว่า แม้ว่าจะอันตราย ถ่อยกว่า แต่ว่า มันติสท์ดี
ได้อารมณ์ชีวิต มันต้องหลากหลายแบบนี้สิ
ไว้รอฟังเรื่องสนุกๆจากปารีสอีกสามวันนะ
รูปถ่ายเลยไม่ค่อยจะสวยเลย
ให้อากาศแย่ๆในลอนดอนเป็นแพะให้กับฝีมือเห่ยๆแล้วกัน อิอิ
เย็นไปเดินเล่นแถวๆทราฟัลการ์สแควร์ ไม่ได้แวะถ่ายรูปนะคะ
หาอ่านเอาตามสารคดีท่องเที่ยวกันได้อยู่แล้ว ไม่อยากพูดถึงรายละเอียดมากนัก
Trafalgar square นับเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของลอนดอน
อารมณ์ประมาณอนุสาวรีย์ชัยบ้านเราเนอะ
แลนด์มาร์คที่นี่ก้อคือ เสาหินสูงๆ รอบๆมีสิงห์โตตัวใหญ่ๆอยู่สี่ตัว
จำคิปากเค้ามาว่า สร้างไว้เป็นเกียรติแก่ลอร์ดเนลสัน
ทหารกล้าผู้มีชัยเหนือกองทัพเรือ นโปเลียนแห่งฝรั่งเศสที่แหลมทราฟัลการ์
เราไปลงรถแถวๆวิกตอเรียกัน
อ้อ ผ่านร้านพิซซ่ากับพาร์คที่อยู่ในเรื่อง ช๊อปอะฮอลิกด้วยล่ะ
ถ้าใครจำรีเบคก้าบลูมวูดได้ เจ็ดวันในลอนดอน หลังกลับจากปารีส
เรา(จำใจ)อยู่ในโหมดนั้นล่ะ เพราะไม่ได้เที่ยวอะไรเล้ยยยย
ผ่านหน้ามหาวิหารเวสต์มินเตอร์ แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน
ดูข้างนอกเอานะจ้ะ
อาคารรัฐสภา และ หอนาฬิกาบิ๊กเบน อันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่



แถวๆนี้บรรยากาศดีมากค่ะ ติดริมแม่น้ำเทมส์
โชคดีที่ สาวแก่วัยทองอย่างลอนดอน เกิดอารมณ์ดี
มีแดดให้เราได้ถ่ายรูปบ้าง

บิ๊กเบน เป็นชื่อที่ได้มาจาก Sir Benjamin Hall ผู้ควบคุมการก่อสร้าง
พวกเราเดินข้ามสะพานกินลมกันไปเรื่อยๆ ผ่านลอนดอนอาย

มันคือ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ อิอิ
แคปซูลนึงจุคนได้ประมาณสามสิบคนมั้ง ขึ้นไปชมวิว 360 องศาของเมืองได้เลย

แต่เห็นแถวที่รอกันแล้ว ถอยดีกว่าค่ะ พลพรรคมากันเยอะ คงไม่อยากรอกัน
แล้วเราก้อเลยเดินเล่นริมแม่น้ำเทมส์กันแทน

ดูชีิวิตผู้คน

เห็นแล้วนึกถึงบ้านเรา เสียดายจัง
ไม่อยากจะเอาภูมิประเทศที่อยู่แถบเส้นอีเควเตอร์เป็นข้ออ้าง
ว่าอากาศร้อน ทำให้ไม่อยากนั่งสวนกัน
แต่เสียดายแทนคนประเทศเราชะมัด
ที่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะดีๆแบบนี้
ให้ได้สูดอากาศหายใจกันกลางเมือง แทนที่จะเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ตามห้างดังๆ
น่าน หนีไปทะเลอีก กลับม๊าาาาา อิอิ
เดินกันจนจะเอียนแม่น้ำเทมส์ เมื่อยขาสุด
เดินกันจนถึงสะพานข้ามไปหน้าโบสถ์เซ้นต์พอลเลยล่ะ
หลายโลออยู่ที่เดียวเชียว แต่อากาศเย็นๆ ทำให้เดินได้เรื่อยๆ

สะพานที่ข้ามไปหน้าโบสถ์ ลมแรงซะจนเกือบจะปลิวตกสะพานแน่ะ
สวยดีชะมัดเลย ลมแสนเย็น กรีดดดดผิวจี๊ดดด

อ้อ สงสัยอยู่อย่างนึง ไม่เห็นมีใครตอบได้
ปกติตู้โทรศัพท์ สาธารณะที่นี่ ต้องเป็นสีแดงนะ
แต่ตู้ที่อยู่หน้าโบสถ์เนี่ย เป็นสีดำอยู่ตู้เดียวล่ะ (เคยเห็นที่อื่นๆอีกที่เเป็นสีดำ)
เกิดความเสือกสงสัย คิดเดาไปต่างๆนาๆ หรือว่า เค้าจะไว้ทุกข์ ต้องสำรวมกันหน้าโบสถ์ฟระ
สรุป ใครรู้ตอบที

ปิดวันแรกที่ลอนดอนด้วยอาหารเกาหลี
ที่ดันจำใจกินร้านที่มันไม่อร่อย เพราะร้านอร่อยข้างๆ
คนแน่นมากกกกก ลมหนาวสุดๆ ยืนรอหน้าร้านไม่ไหวแล้ว

กลับโรงแรมแบบบกระปลกกระเปลี้ยมาก
จัดกระเป๋า ช่วยกันแบกเอาไปฝากบ้านรุ่นน้องอีกคน
ดีที่มีหนุ่มใจดีสองคน ที่มีน้ำใจ คอยช่วยถือข้าวของ แบกของให้ตลอดทริปนี้

สลบเหมือด เช้าพรุ่งนี้ต้องนั่งรถไฟเที่ยวเช้าตรู่ไปปารีสกันค่ะ
ป.ล. คิดถึงแน็คจังเลย โทรไปหาแล้วไม่ยักกะสนใจคุยด้วย
งอนนนนนนนน ฮึ
|