พฤหัส 17/4/51 - ตื่นมาถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทัน ฮ่าๆ
กินข้าวเช้าเอาแรงก่อนดีก่วา
บัฟเฟ่ต์มื้อเช้าเยอะดี อร่อยใช้ได้
ที่ประทับใจ ก้อคือ ชา และกาแฟสด
ที่ยกมาให้คนละเหยือกเลย

อ้อ ที่น่ารักอีกอย่าง คือ
ในแต่ละห้อง มีกระติกน้ำแข็งที่เรียกเติมได้ตลอด
แล้วก้อให้กาต้มกาแฟสดแบบใช้กระดาษกรอง
ปกติใช้แต่เครื่องอัดความดัน
เจอกาต้มแบบนี้เข้าไป ทำไม่เป็น อดกินเลย อิอิ
เด็กน้อยของเรา
กินข้าวผัด ไส้กรอก ไข่ดาว
ปิดท้ายด้วยลูกเกด ถั่ว และนม


อิ่มกันแล้วก้อเตรียมพร้อม
ออกจากโรงแรมกัน
เวลาถามว่า
แน็คคับ โตขึ้นอยากเป็นอะไรลูก
ทำหน้าจริงจัง
แน็คอยากเป็นคนขับรถแข่ง เป็นคนขับบี๊ดเทิ่ลสีแดง
อืมมม
มีแวว



แน็คกระแดะสุดๆ
ด้วยการจิ๊กน้ำแร่ฉีดหน้าของหม่าม๊าไปเป็นของตัวเอง
คอยเอามาฉีดหน้าเป็นระยะๆ
แก้เกี้ยวด้วยการเกริ่นก่อนว่า....หม่าม๊า หน้าแน็คมันแห๊งงงแห้งน่ะ
ท่าฉีดก้อแร่ดมากกก
หลับตาพริ้มๆ ก่อนด้วย
ฉีดเสร็จก้อทากันแดด ใส่แว่นดำให้ตัวเองเรียบร้อย หุหุ

มาถึงริมๆหาดนพรัตน์ฯตอนเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว
ของสำคัญก่อนขึ้นเรือคือ
น้ำแข็งใส่กระติก
ขนมปังหรือป๊อบคอร์น ไว้เลี้ยงปลา
เหมาเรือหางยาวแบบเรือหัวโทงไปกันเอง
ปลอดภัยใช้ได้นะคะ
เป็นกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันเป็นผู้ประกอบการเรือ
มีชูชีพให้เรียบร้อย
อ้อ ส่วนใหญ่ไม่มีชูขีพเด็กนะคะ
พยายามเตรียมไปเอง
เพราะไปหาซื้อแถวๆนั้น มันไม่มี
แน็คเลยต้องใช้ชูชีพแบบไม่ได้เซฟตี้เอาซะเลย
มีแต่ชูชีพแบบเป่าลม เรือล่มโดยอะไรจิ้มที แฟ่บแหงแก๋
คิดในใจว่า อย่างเลวร้ายที่สุด
ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราใส่ชูชีพแล้ว หนีบแน็คด้วย อยู่แน่นอน
จริงๆถ้าเราออกกันบ่าย
ก้อถูกไปอีกเยอะเลย
เพราะเค้าจะตัดเป็นราคานำเที่ยวครึ่งวัน
แต่คิเกียจรอ อิอิ
กระจายรายได้ให้ชาวบ้านดีกว่า
เราไปแค่เกาะรอบๆใกล้ๆพวกปอดะ อ่าวนาง
ไกลจากฝั่งไม่เกิน 20 กม.
ไม่ได้ไปถึงมาหยา
เลยไม่ต้องใช้สปีดโบ๊ดหรอก
ค่าเหมาแพงกว่าตั้งเยอะ
เรือหัวโทงแบบนี้ เหมาทั้งวัน ลำนึงไมเกิน 2000
ถ้าสปีดโบ๊ด 9000 ค่ะพี่น้อง
นั่งแบบนี้ดีกว่า ไม่กระแทกด้วย ชิลๆ ไปใกล้ๆก้อพอ



แน็คก้อสุดแสนจะบันเทิงเริงใจเหมือนเดิม
กิ๊วก๊าวกับการนั่งในเรือตลอด
จุดแรกที่เราแวะจอดกัน คือ เล่นน้ำ เลี้ยงปลาที่เกาะปอดะ
น้ำใส สวยมากมาย
ปลาลายเสือ บ้านๆเยอะมาก
แอบรู้สึกผิดด้วยล่ะ
ที่พวกเราช่วยกันมาฝึกนิสัยไม่ดีให้พวกมัน
ท่าทางจะหากินเองตามธรรมชาติไม่เป็นกันหมดแล้วมั้ง


ฝึกนิสัยไม่ดี
จับปลาสองมือตั้งแต่เด็ก อิอิ



เล่นทรายตอนกลางแดดบ่าย
ทรายขาวเป็นแป้ง
สะท้อนแดด
ร้อนจนรู้สึกตัวเองกลายเป็นไอติมละลาย
เปลี้ยจนไม่ค่อยมีอารมณ์ถ่ายรูป
(หาแพะให้ฝีมือเฟร่ยๆ 5555)


ขึ้นเรือต่อ
แน็คเพลียมาก
ซัดข้าวไข่ดาวบนเรือ คนเดียวหมดกล่องขนาดผู้ใหญ่กินไม่หมด
ตบด้วยนมอีกกล่อง
อิ่มปั๊บ จะหลับปุ๊บ

หนุ่มน้อยคนเรือพาพวกเราไปจอดให้สน๊อกเกิล
ดูปะการัง(ตายๆ)แถวหลังเกาะไก่
มีปลาหน้าตาเดิมๆ ดีตรงแดดไม่ร้อน
พี่นุเริ่มเดี้ยง บอกว่าคลื่นไส้ ยังกะท้องสามเดือน
เพราะเรือที่จอดเฉยๆ มันจะโคลงๆตามคลื่น
เกาะไก่เนี่ย ถ้าจำไม่ผิด
อ่านมาไหนไม่รู้
เค้าบอกว่า ชื่อจริงๆที่คนท้องถิ่นสมัยก่อนเรียกกัน
คือ เกาะหัวขวาน
แต่มีนักเขียนผู้ชอบนั่งเทียน
แปลเอาจากภาษาฝรั่งแบบตรงตัว
แล้วไปลงไปบทความของ ททท.
จนทำให้เป็นทีรู้จักกันในชื่อเกาะไก่ไปเลย
ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน
ถามไอ้น้องคนขับเรือ เค้าก้อบอกว่าไม่แน่ใจ
เห็นนักท่องเที่ยวเรียกเกาะไก่ ก้อต้องเรียกแบบนี้เหมือนกัน



เป้าหมายตอนบ่ายสาม
ทะเลแหวก อันซีนไทยแลนด์
มันแหวกกันคนละเวลาในแต่ละวัน แต่ละช่วงนะคะ
ขึ้นอยู่กับระดับน้ำลงต่ำสุด
เพราะงั้น ก่อนออกเรือ
ให้เช็คเรื่องนี้กับคนเรือก่อน
เพื่อจะได้วางแผนให้มาตอนที่มันแหวกสุดๆ
ทะเลแหวกก้อคือ
สันทรายที่เชื่อมระหว่างเกาะ
เวลาน้ำลด สันทรายก้อจะโผล่ขึ้นเป็นทางให้เดินจากเกาะไปสู่เกาะได้
เคยเห็นภาพที่ถ่ายจากฮ.เป็นท๊อปวิว สวยสุดบรรยาย
อันนี้ได้แต่วิวระดับสายตาค่ะ






เห็นน้ำทะเลใสๆแล้วนึกถึงข้อมูลที่เค้าบอกไว้ว่า
ทุกวันนี้ มหาสมุทรเป็นเหมือนโถส้วม
สำหรับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินกว่าหนึ่งในสี่ที่พวกเราช่วยกันปล่อย
เฉลี่ยแล้ว ทุกมหาสมุทรต้องรับกันถึงวันละ 25 ล้านตัน
ทำให้ทะเลมีความเป็นกรดสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ ทำนายไว้ว่า ทะเลจะเป็นกรดเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์
สัตว์พวกเปลือกแข็งอย่างเทอโรพอด
ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารระดับเกือบล่างสุด
จะไม่สามารถสร้างเปลือกแข็งจากคาร์บอเนตได้เพราะกรดในทะเลจะทำลายมัน
มหันตภัยที่กระทบไปทั้งห่วงโซ่อาหาร
มนุษย์ตัวเล็กๆที่ร้ายกาจอย่างพวกเรา
ที่ครองบันลังก์บนสุดของห่วงโซ่อาหารจะเป็นไงไม่รู้
เจนเนอเรชั่นหลังจากนี้ คงก่นด่าพวกเรากันไม่มีชิ้นดี
(ถ้าพวกเค้ายังมีชีวิตอยู่รอดได้ในสภาวะที่นักวิทยาศาสตร์ทำนายไว้นะ)
มาทะเล แล้วยังพาออกทะเลอีกตรู 555
เดินเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมาย....
ไปถึงอีกฝั่งของทะเลแหวก
แน็คพูดไปตลอดทางว่า.....แน็คชอบเดินย่ำน้ำ



ร้อนนัก หลบร่มดีกั่ว
เข้าร่มทีไร
ถ่ายแล้ว ลูกกลายเป็นขวานฟ้าหน้าดำ อิอิ


ระหว่างทาง เจอตัวนี่ด้วย
ทำน้ำแดงแล้วคงแพงน่าดู

อีตอนที่เค้าทำมาสุกหั่นเป็นชิ้นๆแล้วก้อหร่อยดี
แต่พอเห็นเป็นๆแบบทั้งตัวแล้ว
แหยะ
ตรูกินเข้าไปได้ไงฟระ
พี่นุเดี้ยงจนไม่ยอมเดินที่ทะเลแหวก
รีบลงจากเรือคนแรก จนเราสงสัยว่าฮีหนีไปหาที่อ้วกแน่ๆเลย
ปรากฎว่าไปนอนหลับ
เจอกันอีกทีที่เรากะแน็คเดินกลับมาแล้ว


นอนชมวิว คุยกันเรื่อยเปื่อย
แอบเห็นคนใจร้าย
ทิ้งขวดน้ำ ขยะไว้ที่โขดหินด้วย
ช่วยกันเก็บใส่เรือ ไปทิ้งบนฝั่งกัน
กล่องข้าวกลางวันที่พวกเราใช้กัน
ก้อเป็นกล่องโฟม
เคยคิดเล่นๆว่า
น่าจะมีใครซักคน ช่วยกันให้ชาวบ้านรวมตัวกัน
ปลูกกล้วย และบัว เอาใบมาส่งร้านขายอาหารทุกร้าน
เก็บภาษีจากถุงพลาสติกที่ดูเหมือนถูก
ที่ถ้าเรารวมต้นทุนในการกำจัดมันอย่างถูกวิธีเข้าไปด้วย
ให้มันแพงจนไม่มีร้านไหนยอมใช้
แล้วหันมาซื้อใบตอง ใบบัว จากชาวบ้านด้วยกันแทนน่าจะดีเนอะ
ให้จ่ายเพิ่มอีกสิบบาท สำหรับค่าใบตองห่ออาหาร
เราว่า.....ยอมได้นะ
น่านนนน ออกทะเลไหนอีกแล้วไม่รู้
(ไดฯนี้ ทนๆกันหน่อยนะคะ)
ขึ้นเรือ ไปต่อกันที่อ่าวนาง
ถ้ำพระนาง
ที่ตั้งของ รายาวดีรีสอร์ท
อันลือลั่น ด้านความแพง(ราคาตั้งแต่สามหมื่นไปจนถึงสองแสนต่อคืนมั้ง)
ฉาวโฉ่เรื่องระเบิดถ้ำหินปูนเพื่อเชื่อมด้านอ่าวไร่เลย์ หุหุ


ลักษณะพิเศษของทะเลแถวกระบี่
คือ น้ำทะเลจะเป็นสีเขียวจัดๆมากกว่าที่อื่น
ภูมิประเทศประกอบไปด้วยภูเขาหินปูน
ที่นี่คือ ศาลพระนาง
มีที่มาตามตำนานพื้นบ้านว่า
นานมาแล้วมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง คือครอบครัว ตา ยม ดึง ไม่มีลูก
จึงไปขอร้องวิงวอนพญานาคให้ประทานลูกให้
พญานาคตอบตกลงแต่มีข้อแม้ว่า
ถ้าเป็นลูกสาว ก็จะต้องให้แต่งงานกับลูกชายของพญานาค
ต่อมาครอบครัวตา ยม ดึง ก็ได้ลูกสาว จึงให้ชื่อว่า "นาง"
นางเป็นสาวงามที่สุดในละแวกนั้น และมีหนุ่มๆ มาชอบพอหลายคน
และได้รักใคร่ชอบพอกับบุญ หนุ่มชาวบ้านคนหนึ่ง
ลูกชายของพญานาคพยายามเกี้ยวพาราสีนาง แต่นางก็ไม่สนใจ
ต่อมานางได้แต่งงานกับนายบุญ ในงานวันแต่งงาน
พญานาคโกรธแค้นที่ตายมดึงไม่ทำตามสัญญา นางไม่ยอมแต่งงานกับลูกของตน
จึงอาละวาดเกิดการทะเลาะและแย่งชิงตัวนาง
ฤาษีออกมาห้ามแต่ก็ไม่เป็นผล ฤาษีจึงสาปให้ทุกสิ่งเป็นหิน
เรือนหอจึงกลายเป็นถ้ำพระนาง
และข้าวเหนียวกวนกลายเป็นสุสานหอย
ข้าวของเครื่องใช้กลายเป็นเกาะทัพ เกาะหม้อ และเกาะต่าง ๆ บริเวณอ่าวพระนาง



ปลัดขิก เค้าเอามาเป็นของสักการะกันเต็มเลย
ไอ้แน็คตัวแสบ
มันไปหยิบอันเล็กๆติดมือมาอันนึง
หันมาเห็นตอนกำลังจะเดินออกจากศาล
รีบพากลับไปวางไว้ที่เดิมแทบไม่ทัน ฮ่าๆ
นัดเรือให้ไปรอรับที่ฝั่งไร่เลย์
ทางอ่าวพระนางมีพับลิควอล์คเวย์เชื่อมข้างๆรายาวดี
ทำสวยงาม ลัดเลาะไปข้างๆถ้าหินปูน

เราเดินกันไปถึงไร่เลย์ตะวันออก
ฝั่งนี้เป็นผาหินที่พวกฝรั่งนิยมมาปีนผากัน
หาดจะเป็นโคลนๆแบบริมฝั่งป่าชายเลน
น้ำลด เห็นเรือคนอื่นอยู่ลิบๆ เดินกันซักโลได้
ชักไม่แน่ใจ ว่าไอ้น้องคนเรือมันไปรอที่ฝั่งไหน
มองๆแล้ว คงไม่ใช่ฝั่งนี้แน่
เลี้ยวซ้ายเข้าทางเดินต่อไป ลัดเลาะไปออกอีกฝั่ง
ที่เป็นไร่เลย์ตะวันตก
ซึ่งเป็นหน้าหาดทรายแบบที่อ่าวพระนาง
กว่าจะเจอน้องเรือ
ลิ้นห้อย หอบซี่โครงบานกันทุกคน


ขึ้นเรือกลับฝั่ง ปิดทริปวันนี้ด้วยความเหนื่อยเพราะหอบแดด
อาบน้ำที่ห้องน้ำบนฝั่งตรงที่เราทิ้งรถไว้
แนะนำสำหรับคนที่อยากไป
พยายามหาที่ทิ้งรถไว้ใกล้ๆจุดที่บริการอาบน้ำจืดนะคะ
เพราะคุณจะอยู่ในสภาพสุดเน่าเวลาขึ้นจากเรือ
ค่าอาบคนละ 10 บาท
ดีกว่าหอบความเน่าขึ้นรถกลับโรงแรม
ดินเน่อร์กันที่ Gekgo ห้องอาหารเมดิเตอร์เรเนี่ยน
ที่มีเว้าเช่อร์กินฟรี 2500 บาทกัน
สงสัยจะติดรสชาติอาหารบ้านๆ
กินแบบนี้ไม่ค่อยเป็นกัน
ซอสรีซอสโต้ เลี่ยน เหม็นกลิ่นชีส
จนรู้สึกเหมือนกำลังกินข้าวที่เพิ่งอ้วกออกมาเลยอ่ะ
สรุป
คนที่เค้าชอบ
เค้าคงอร่อยอ่ะ
แต่เรา..กินไม่เป็น 555
(สงสัยจะสั่งไม่เป็นเอง เมนูแบบว่า ไม่มีภาษาไทยซักตัว
แถมชื่อแปลกๆ ที่ต้องคอยอ่านคำบรรยายตลอดเวลา ว่ามันทำมาจากอะไร)
สลบ
++++++++++++++++++++++++++++++++
ป.ล.ตอบพี่แอร์และคุณNa ร้านอาหารแถวๆแม่ขรี พัทลุง
ชื่อว่าร้าน หลานตาชู
อยู่ริมทางหลวงสาย 41 เลยค่ะ
ป้ายใหญ่โตสองข้างทางด้วย
ร้านอยู่ฝั่งขาจากใต้กลับกรุงเทพฯนะคะ
ทั้งพี่จูน พี่เอก สะใภ้คนใต้
พี่แอร์ พี่กระจิบ ทื่ แอบมีสายเลือดคนใต้
และเราเอง ที่เกิดและโตที่นู่นอยู่สิบหกปี
รู้สึกเหมือนมีพวก ฮ่าๆๆ
คิดถึงเพลงนี้เลย
|